อาการไอหรือสำลักขณะให้อาหารสายยาง ป้องกันอย่างไร การป้องกันอาการไอหรือสำลักขณะให้อาหารทางสายยาง เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วย เพราะการสำลักเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ โรคปอดอักเสบ (Aspiration Pneumonia) ที่รุนแรงได้ครับ
กลยุทธ์ 5 ด้าน เพื่อป้องกันการสำลักอย่างได้ผลครับ:
1. การจัดการ "ท่าทาง" (Positioning)
ท่าทางที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันด่านแรก:
องศาที่ปลอดภัย: ต้องยกศีรษะและลำตัวส่วนบนขึ้นทำมุม 30 ∘ –45 ∘ (หรือนั่งตัวตรงได้จะดีมาก)
ล็อคท่าทาง: ตรวจสอบว่าศีรษะไม่พับก้มหรือแหงนไปด้านหลัง เพราะจะทำให้หูรูดทางเดินหายใจเปิดออก
หลังอาหาร: ต้องคงท่านั่งหรือศีรษะสูงไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ห้ามนอนราบเด็ดขาด
2. การจัดการ "ทางเดินหายใจ" (Airway Clearance)
ดูดเสมหะก่อนเริ่ม: หากผู้ป่วยมีเสมหะเยอะ ให้ทำการดูดเสมหะให้เรียบร้อยและ พัก 15–30 นาที ก่อนเริ่มให้อาหาร เพื่อให้จังหวะหายใจนิ่งและไม่กระตุ้นการไอระหว่างมื้อ
ประเมินอาการไอ: หากก่อนเริ่มให้อาหารผู้ป่วยมีอาการไอเป็นชุด หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไปก่อน จนกว่าอาการจะสงบ
3. การตรวจสอบ "ตำแหน่งสายและอาหารค้าง" (Safety Check)
เช็กตำแหน่งสาย: ดูรอยขีดที่สายยางตรงจมูก หากสายเลื่อนออกมา ปลายสายอาจไม่อยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้เมื่อให้อาหารไปแล้วอาหารจะไหลย้อนเข้าปอดได้ง่าย
เช็กอาหารมื้อเก่า: หากมีอาหารค้างในกระเพาะมากเกินไป (เกิน 100 มล.) จะทำให้แรงดันในท้องสูง เมื่อให้อาหารใหม่เข้าไป ผู้ป่วยจะขย้อนและสำลักได้
4. การควบคุม "ความเร็วและอุณหภูมิ" (Feeding Technique)
ความเร็วคงที่: ปล่อยให้อาหารไหลช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วง (ประมาณ 20-30 นาทีต่อมื้อ) ห้ามใช้ลูกสูบดันอาหารแรงๆ เพราะจะกระตุ้นการขย้อน
อุณหภูมิห้อง: อาหารที่เย็นจัดจะทำให้กระเพาะบีบตัวผิดปกติจนเกิดการอาเจียนและสำลัก ควรพักอาหารให้หายเย็นก่อนเสมอ
5. การเฝ้าระวังแบบ "นาทีต่อนาที"
ห้ามละสายตา: ผู้ดูแลต้องเฝ้าดูหน้าผู้ป่วยตลอดเวลาที่ให้อาหาร
เทคนิคการพับสาย: หากผู้ป่วยเริ่ม ไอ สะอึก หรือจาม ให้รีบ "พับสายยางทันที" เพื่อหยุดอาหาร แล้วรอจนอาการสงบจึงเริ่มให้ต่ออย่างช้าๆ
⚠️ เมื่อไหร่ที่ต้องหยุดทันที?
หากเห็นผู้ป่วย หน้าเขียว, หายใจมีเสียงครืดคราด, หรือไอสำลักอย่างรุนแรง ให้พับสายหยุดอาหารทันที จัดท่าให้ผู้ป่วยตะแคงหน้าเพื่อป้องกันอาหารไหลลงปอด และหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 นาที ให้รีบติดต่อหน่วยฉุกเฉินครับ