ผู้เขียน หัวข้อ: ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง !  (อ่าน 223 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1048
  • รับจ้างโพส รับโปรโมทเว็บ บริการโปรโมทเว็บ รับโปรโมทเว็บ ราคาถูก ช่วยกระตุ้นยอดขาย โปรโมทเว็บ ลงโฆษณา ให้ยอดคลิ๊กสินค้ามากขึ้น รับโปรโมทเว็บ ติด Google
    • ดูรายละเอียด
ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง !
« เมื่อ: วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026, 15:34:07 น. »
ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง !

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง "แผลกดทับ" ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ก้นกบหรือหลังเท่านั้นครับ แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในบริเวณที่สายยางสัมผัสกับร่างกายโดยตรง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงได้

จุดเสี่ยงและวิธีป้องกันที่ผู้ดูแลต้องระวังเป็นพิเศษครับ

1. จุดเสี่ยงที่พบบ่อย (Common Pressure Areas)

ปีกจมูกและรูจมูก (สำหรับสาย NG Tube): สายยางที่แข็งหรือถูกดึงรั้งไว้นานๆ จะกดทับเนื้อเยื่อปีกจมูกจนเป็นแผลลึก

ผนังหน้าท้อง (สำหรับสาย PEG/G-Tube): หากตัวล็อกสาย (Bumper) แน่นเกินไป จะกดผิวหนังรอบรูเปิดจนเปื่อยหรือบุ๋มลงไป

ก้นกบและส้นเท้า: แม้จะไม่เกี่ยวกับสายยางโดยตรง แต่ท่าทางในการให้อาหารที่ต้องยกหัวสูงนานๆ จะทำให้แรงกดไปลงที่ก้นกบมากขึ้น


2. วิธีป้องกันแผลกดทับจากสายยาง

สำหรับสายยางทางจมูก (NG Tube)
เปลี่ยนตำแหน่งพลาสเตอร์: ควรเปลี่ยนพลาสเตอร์ทุก 1-2 วัน และ ขยับตำแหน่งสายเล็กน้อย ไม่ให้กดทับที่เดิมซ้ำๆ

เทคนิคการติดพลาสเตอร์: ไม่ควรดึงสายให้ตึงรั้งจนปีกจมูกบิดเบี้ยว ให้เหลือระยะหย่อนเล็กน้อยเพื่อให้สายขยับได้

ทำความสะอาด: ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบมูกในรูจมูกทุกวัน เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียรอบจุดกดทับ

สำหรับสายยางทางหน้าท้อง (PEG)
ตรวจสอบความแน่น: ตัวล็อกสายควรห่างจากผิวหนังประมาณ 2-3 มิลลิเมตร (พอที่จะสอดเหรียญเข้าไปได้) ไม่ควรแน่นจนกดผิว

การหมุนสาย (Tube Rotation): ควรจับสายหมุนรอบตัวเบาๆ วันละ 1 รอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตมาคลุมตัวล็อกด้านใน (Buried Bumper Syndrome)

ซับให้แห้ง: หลังทำความสะอาดแผลรอบสาย ต้องซับให้แห้งสนิท เพราะความอับชื้นจะทำให้ผิวหนังเปื่อยและเป็นแผลกดทับได้ง่ายขึ้น


3. การป้องกันแผลกดทับที่ร่างกาย (ขณะให้อาหาร)

การให้อาหารทางสายยางต้องยกหัวสูง 30-45 องศา ซึ่งเพิ่มแรงกดที่ก้นกบ:

ท่าทางที่ถูกต้อง: เมื่อยกหัวสูง ให้หนุนหมอนที่ใต้ข้อพับเข่าเล็กน้อย เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและป้องกันไม่ให้ตัวผู้ป่วยไถลลงมา (ซึ่งจะเกิดแรงครูดที่ผิวหนัง)

การเปลี่ยนท่า: หลังให้อาหารผ่านไปแล้ว 1-1.5 ชั่วโมง ควรช่วยผู้ป่วยเปลี่ยนท่านอนตะแคงซ้าย-ขวา เพื่อพักผิวหนังบริเวณก้นกบ

📊 สัญญาณเตือน: แผลกดทับระยะแรก

จุดสังเกต   อาการที่ต้องระวัง
ผิวหนัง   มีรอยแดงที่ไม่หายไปแม้จะขยับสายออกแล้ว
สัมผัส   ผิวหนังบริเวณนั้นน่วม หรือแข็งผิดปกติ
สิ่งคัดหลั่ง   มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมออกมาจากรูจมูกหรือรูหน้าท้อง


💡 เคล็ดลับ

หากผู้ป่วยมีผิวบอบบางมาก แนะนำให้ใช้ พลาสเตอร์แบบกระดาษหรือแบบซิลิโคน (Gentle Skin Tape) แทนพลาสเตอร์พลาสติกทั่วไป เพราะจะช่วยลดแรงดึงรั้งผิวหนังขณะเปลี่ยนตำแหน่งสาย